นายกิตติ  พัวถาวรสกุล      พลเอก พอพล มณีรินทร์ 
                                                                  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร       ประธานกรรมการบริษัท                                                               

สารจากกรรมการบริษัท

ในรอบปี 2562 ที่ผ่านมา นับว่าเป็นปีมีความผันผวนทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก ประเทศไทยได้เผชิญกับความเสี่ยงจากทั้งปัจจัยภายในประเทศและภายนอกประเทศเป็นอย่างมาก เช่นเดียวกับเศรษฐกิจโลกใน ปี 2562 ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและประเทศคู่ค้าหลัก ๆ โดยเฉพาะจีน และปัญหาการขาดเถียรภาพทางการเมืองของหลายประเทศในยุโรป  รวมไปถึงกลุ่มประเทศที่ส่งออกน้ำมัน (OPEC) ทำให้เศรษฐกิจโลกขยายตัวในอัตราชะลอลง และส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงมากขึ้นเรื่อย ๆ ในส่วนของประเทศไทยก็มีความผันผวนไม่แพ้กัน โดยการเลือกตั้งในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และการจัดตั้งรัฐบาล รวมไปถึงความคาดหวังในการบริหารประเทศ ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ดูผันผวนและเปราะบางเช่นนี้ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2562 เศรษฐกิจขยายตัวเพียง 2.6% ซึ่งชะลอตัวลงตามมูลค่าการส่งออกที่หดตัวและการชะลอตัวลงของนักลงทุนในภาคเอกชนช่วงไตรมาส 2 ของปี และหลังจากที่รอลุ้นตัวเลข GDP กันมานาน สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ออกมาประกาศภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศไทยในปี 2562 อยู่ที่ 2.4% ได้บ่งบอกถึงการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศไทย ว่าเป็นตัวเลขการเติบโตที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา ซึ่งได้รับผลกระทบมาจากหลายส่วนด้วยกัน รวมถึงภาคการส่งออกด้วย ที่หดตัวลดลงถึง 3.2% ปัจจัยหลักกมาจากทั้งค่าเงินบาทที่แข็งตัว และภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่ที่ค่อนข้างบีบรัด โดยปัจจุบันค่าเงินบาทเริ่มกลับมาอ่อนค่าบ้าง โดยการฟื้นตัวของการส่งออกที่มีแนวโน้มที่ดีขึ้นที่เห็นได้ชัด

สำหรับแนวโน้มและมาตรการการส่งเสริมการส่งออกปี 2563 สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ คาดว่าข้อตกลงทางการค้าระยะแรก (Phase-1 Trade Deal) ระหว่างสหรัฐฯ และจีน จะช่วยให้บรรยากาศทางการค้าดีขึ้นและคลี่คลายความกังวลของนักลงทุนได้ในระยะหนึ่ง ว่าสงครามการค้าจะไม่ลุกลามถึงการขึ้นภาษีนำเข้าเต็มจำนวนระหว่างกัน เช่นเดียวกันกับการถอนออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร (Brexit) ที่มีความชัดเจนขึ้น อย่างไรก็ตามแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ยังคงเปราะบาง จากการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และจีนในระยะที่ 2 ยังมีความไม่แน่นอน เนื่องจากไม่มีรายละเอียดปรากฏแน่ชัด อีกทั้งยังมีประเด็นสำคัญเชิงโครงสร้างที่คาดว่า ต้องใช้เวลาในการเจรจาต่อรอง นอกจากนี้ความผันผวนของราคาน้ำมันดิบและสินค้าโภคภัณฑ์ยังคงกดดันแนวโน้มการส่งออกของไทยทั้งในระยะสั้นและระยะกลาง อย่างไรก็ดียังคงมีปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจทั่วโลกที่อาจหลีกเลี่ยงได้ยากจากโรคระบาด Covid-19 จะสามารถค่อย ๆ ปรับตัวดีขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง ๆ จากมาตรการในการปรับนโยบายทางการเงินและการคลังจากภาครัฐในทุก ๆ ประเทศ ซึ่งจะสามารถพัฒนาระบบเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยให้หมุนเวียนดีขึ้นไปได้ ทั้งในระดับจุลภาคและมหภาค ตามลำดับ

ผลการดำเนินงาน

ในปี 2562 กลุ่มบริษัทฯ มีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 1,270.02 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 5.52 จากรายได้การให้บริการขนส่งเพิ่มขึ้น 33.42 ล้านบาท และรายได้จากการขายน้ำยาฟอกเลือดและครุภัณฑ์เพิ่มขึ้น 33.03 ล้านบาท โดยกลุ่มบริษัทมีกำไรสุทธิ เท่ากับ 11.06 ล้านบาท โดยที่งบการเงินเฉพาะ   บริษัทฯ มีผลขาดทุนสุทธิ 12.85  ล้านบาท เนื่องจากในปี 2562 บริษัทขายเงินลงทุนในบริษัทย่อย SSK ในราคาทุน โดยมีระยะเวลาการจ่ายชำระค่าหุ้นภายใน 2 ปีครึ่ง ทำให้บริษัทรับรู้ขาดทุนจากการคำนวณมูลค่าปัจจุบันของการขายเงินลงทุนดังกล่าวเป็นจำนวน 13.29 ล้านบาท ณ วันที่จำหน่ายเงินลงทุน โดยรายการขาดทุนจากการขายเงินลงทุนดังกล่าวนี้ จะถูกทยอยรับรู้เป็นรายได้และดอกเบี้ยรับตลอดระยะเวลา 2 ปีครึ่ง จนกว่าจะได้รับเงินค่าขายเงินลงทุนทั้งหมดครบถ้วนในปี 2563 ถึงกลางปี 2565 ประกอบกับปี 2562 มีค่าใช้จ่ายผลประโยชน์ระยะยาวของพนักงานเพิ่มขึ้น 2.98 ล้านบาท จากการเปลี่ยนแปลงอัตราค่าชดเชยเพิ่มเติมกรณีนายจ้างเลิกจ้าง สำหรับลูกจ้างที่ทำงานติดต่อกันครบ 20 ปีขึ้นไป ให้มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 400 วัน และการลดลงของอัตราดอกเบี้ยที่ใช้ในการประมาณการ และค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น เนื่องจากการเปิดบริษัทย่อยในต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ทำให้มีค่าใช้จ่ายในการเดินทางและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้น ซึ่งหากไม่รวมผลกระทบจาการเปลี่ยนแปลงอัตราค่าชดเชยตามกฎหมาย การปรับรายการปรับค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ และขาดทุนจากการขายเงินลงทุน จะพบว่า ปี 2562 งบเฉพาะบริษัทฯ  มีผลกำไรสุทธิ 3.42 ล้านบาท ซึ่งลดลงจากปี 2561 เพียง 0.55 ล้านบาท ส่วนบริษัทย่อย ต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ มีผลประกอบการที่ดีขึ้น ทั้งนี้ รวมทั้งกลุ่มบริษัทฯ มีกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นจากปี 2561 รวม 29.07 ล้านบาท เนื่องจากสามารถขยายฐานลูกค้าได้มากขึ้น และสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้ดีขึ้น และบริษัทฯ มีรายได้อื่น ๆ ในปี 2562 เพิ่มขึ้นจากปีก่อน  22.11 ล้านบาท ซึ่งผลกำไรสุทธิที่ลดลงเพียง 0.55 ล้านบาท เกิดจากการขายเงินลงทุนในบริษัทย่อยตามที่ได้กล่าวไปแล้ว และมีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร และค่าใช้จ่ายของบริษัทฯ  ที่เพิ่มขึ้น    ดังที่กล่าวไว้ในงบการเงินเฉพาะกิจการ และจากค่าใช้จ่ายของบริษัทย่อยที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 5 บริษัท เนื่องจากอยู่ในช่วงเริ่มต้นและขยายงานในส่วนต่าง ๆ  ทำให้มีพนักงานเพิ่มขึ้น และมีการย้ายสำนักงาน เพื่อรองรับการขยายงานทำให้มีค่าใช้จ่ายในการย้ายและตัดจำหน่ายส่วนปรับปรุงสำนักงานเดิม ซึ่งภายหลังจากการดำเนินงานของบริษัทย่อยเต็มกำลังตามเป้าหมายแล้ว กลุ่มบริษัทจะสามารถดำเนินการและมีผลประกอบการที่ดีขึ้นตามลำดับ

รายได้จากการให้บริการขนส่งเพิ่มในปี 2562 เป็น 1,152.33 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 2.99 หากพิจารณาตามประเภทของรายได้ พบว่ารายได้จากการขนส่งระหว่างประเทศทางทะเลมียอดเพิ่มขึ้นจากปี 2561 เป็นจำนวน 46.10 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทย่อยที่ตั้งเพิ่มในระหว่างปี 2561 คือ NCL International Logistics USA Inc. ในประเทศสหรัฐอเมริกา, Qingdao National Container Line Company Limited และ ​Ningbo NCL Inter Logistics Co., Ltd. ในประเทศจีน, LG Container Line Pte. Ltd. ในประเทศสิงคโปร์, PT. NCL Inter Logistik Indonesia และ NCL Inter Logistics Vietnam Company Limited จากการขยายฐานรายได้ในการให้บริการจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ จากประเทศที่ตั้งสำนักงาน ไปสู่ยังจุดหมายปลายทางในภูมิภาคต่าง ๆ และรายได้จากการขนส่งระหว่างประเทศทางอากาศที่เพิ่มขึ้น 12.30 ล้านบาท เนื่องจากในเดือนพฤศจิกายน 2562 บริษัทฯ ได้ทำสัญญากับ EL AL ISRAEL AIRLINE LTD. (ประเทศอิสราเอล) เพื่อเป็นผู้ให้บริการขนส่งทางอากาศแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย จึงทำให้มีรายได้จากสายการบินดังกล่าวเพิ่มขึ้น

ในส่วนของการบริการขนส่งในประเทศมีรายได้ลดลงจากปี 2561 จำนวน 24.98 ล้านบาท สืบเนื่องจากการก่อนหน้าที่มีปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้น ของบริษัท เอสเอสเค อินเตอร์ โลจิสติกส์ จำกัด ส่งผลมีผลประกอบการที่ดีขึ้นมาก แต่ก็ยังมีผลขาดทุนอยู่ โดยเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2562 คณะกรรมการบริษัทฯ พิจารณาแล้ว มีมติให้จำหน่ายเงินลงทุนในบริษัท SSK ทั้งจำนวนในราคาทุน ให้กับกรรมการท่านหนึ่งของบริษัท SSK เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและค่าดำเนินงาน ในภาวะขาดทุนสะสมที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และเพิ่มสภาพคล่องของบริษัทฯ ซึ่งส่งผลให้บริษัท SSK สิ้นสุดการเป็นบริษัทย่อยของบริษัท นับแต่วันดังกล่าว ดังนั้น ผลการดำเนินงานขนส่งทางบกโดยใช้รถหัวลากของบริษัท SSK จึงรวมอยู่ในงบการเงินรวมของกลุ่มบริษัทในปี 2562 เพียง 10 เดือน จึงทำให้รายได้จากการให้บริการขนส่งในประเทศลดลงจากปีก่อน อย่างไรก็ตามเมื่อขายเงินลงทุนในบริษัท SSK แล้ว กลุ่มบริษัทฯ ยังมีการประกอบธุรกิจขนส่งในประเทศ รถกระบะพิกอัป และให้บริการขนส่งโดยรถหัวลากและหางพ่วงอยู่ภายใต้การดำเนินงานของบริษัทฯ

ในปี 2562 คณะกรรมการของบริษัทฯ มีมติอนุมัติเห็นควรให้จำหน่ายหุ้นบริษัท แอลจี คอนเทนเนอร์ ไลน์ จำกัด ให้กับบริษัท จี ที เอ็กซ์ โลจิสติกส์ (ไทยแลนด์) จำกัด จำนวน 599,999 หุ้น ในราคาพาร์ 10 บาท รวมเป็นมูลค่า 5,999,990 บาท และส่งผลให้บริษัท แอลจี คอนเทนเนอร์ ไลน์ จำกัด สิ้นสุดการเป็นบริษัทย่อยของบริษัทฯ นับตั้งแต่วันที่ดังกล่าว ซึ่งบริษัทฯ ได้รับชำระเงินจากการจำหน่ายเต็มจำนวนแล้ว เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2562 โดยบริษัทฯ รับรู้กำไรจากการจำหน่ายเงินลงทุนดังกล่าวเป็นจำนวน 11 ล้านบาท ในงบกำไรเบ็ดเสร็จรวมสำหรับปีปัจจุบัน  บริษัท เกรซ วอเทอร์ เมด จำกัด (“GWM”) ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำยาล้างไตและเวชภัณฑ์ต่าง ๆ  มีรายได้จากการขายน้ำยาฟอกเลือดและครุภัณฑ์ ปัจจุบันบริษัทฯ ซึ่งปัจจุบันบริษัทฯ เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ คิดเป็นสัดส่วนเงินลงทุนร้อยละ 52.80 มีรายได้จากการขายและกำไรขั้นต้นปี 2562 เพิ่มขึ้นจากปี 2561 โดยมีผลกำไรสุทธิรวม อยู่ในงบการเงินรวมเพิ่มขึ้นจำนวน 0.17 ล้านบาท

จากผลประกอบการเฉพาะกิจการในปี 2561 ที่ผ่านมา บริษัทฯ มีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานตามงบการเงินเฉพาะกิจการ คณะกรรมการพิจารณาแล้ว จึงได้เสนอการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นตามนโยบายการจ่ายเงินปันผลและที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2562 มีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลประจำปี 2561 ในอัตราหุ้นละ 0.0067 คิดเป็นจำนวน 3,042,819.21 บาท (สามล้านสี่หมื่นสองพันแปดร้อยสิบเก้าบาทยี่สิบเอ็ดสตางค์) โดยมีกำหนดจ่ายเงินปันผลจำนวนดังกล่าววันที่ 24 พฤษภาคม 2562 ที่ผ่านมา

การขยายธรุกิจ

ในภาพรวมของบริษัทฯ ยังคงนโยบายการขยายธุรกิจให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ และพันธกิจของบริษัทฯ ในการเป็นผู้นำในด้านการให้บริการโลจิสติกส์แบบครบวงจร พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางการค้า และมีสำนักงานสาขาในต่างประเทศที่มีประสิทธิภาพ โดยวิธีการขยายสำนักงานสาขาในประเทศมีเป้าหมายและการทำงานร่วมกับพันธมิตรในต่างประเทศ ทั้งนี้ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา NCL Inter Logistics (S) Pte., Ltd. (บริษัทย่อยในประเทศสิงคโปร์) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัทฯ ได้ดำเนินการจัดตั้ง NCL International Logistics Private Limited ในประเทศอินเดีย เพิ่มขึ้นอีก 1 แห่ง และช่วงเดือนสิงหาคม ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ มีมติอุนมัติให้เพิ่มทุนใน NCL Inter Logistics (S) Pte., Ltd จำนวน 25 ล้านบาท เพื่อขยายการดำเนินงานของบริษัทย่อยในต่างประเทศ และ เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2562 LG Container Line Pte., Ltd. (บริษัทย่อยในประเทศสิงคโปร์) ทำสัญญาซื้อขายส่วนงานธุรกิจการบริการขนส่งและกระจายสินค้าระหว่างประเทศ (Non-Vessel Operating Common Carrier-NVOCC) กับบริษัท แอลจี คอนเทนเนอร์ ไลน์ จำกัด (บริษัทในประเทศไทย) เป็นจำนวนเงิน 25 ล้านบาท บริษัทย่อยได้จ่ายชำระการซื้อส่วนงานดังกล่าวและได้รับโอนสินทรัพย์เรียบร้อยแล้ว ณ วันที่ทำสัญญา ทั้งนี้บริษัทฯ ยังได้ตกลงทำสัญญากับ EL AL ISRAEL AIRLINE LTD. (ประเทศอิสราเอล) เพื่อเป็นตัวแทนการให้บริการขนส่งสินค้าทางอากาศแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย โดยสัญญาได้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 เป็นต้นมา         

ในปี 2563 บริษัทฯ ยังคงนโยบายการให้น้ำหนักในการขยายธุรกิจโลจิสติกส์ระหว่างประเทศมากกว่าในประเทศ เนื่องจากความต้องการการขนส่งในระบบโลจิสติกส์ จากการพัฒนาเศรษฐกิจระหว่างประเทศยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยความเชี่ยวชาญและความชำนาญในการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ พร้อมทั้งการขยายธุรกิจของบริษัทฯ ไปยังประเทศต่าง ๆ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาการขนส่งเพียงบางประเทศ และเพื่อรองรับการย้ายฐานการผลิตของบริษัทต่าง ๆ อีกด้วย เพื่อตอกย้ำให้เห็นถึงศักยภาพในการดำเนินธุรกิจที่แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพ ที่บริษัทฯ มีประสบการณ์มามากกว่า 20 ปี และภาคธุรกิจภาคขนส่งที่ยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมากตามการลงทุนที่มีมากขึ้นในทุก ๆ ปี และในทุก ๆ ประเทศเช่นกัน

การจัดการเพื่อความยั่งยืน

ปัจจัยหลักที่จะทำให้ บริษัท เอ็นซีแอล อินเตอร์เนชั่นแนล โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) เติบโตยั่งยืนท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงและความผันผวนรอบด้าน คือการปรับตัวและการพัฒนาสิ่งใหม่อยู่เสมอ ซึ่งไม่เพียงแต่ก้าวตาม แต่ต้องก้าวนำในการเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ ทางบริษัทฯ ได้พยายามผลักดันและกระตุ้นคนในองค์กรให้สร้างสรรค์แนวคิดไอเดียใหม่ ๆ ในการทำงานอยู่เสมอ โดยนำเทคโนโลยี ไอที และนวัตกรรมต่าง ๆ เข้ามาช่วยเสริมสร้างในการทำงานให้มีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลมากขึ้น การพัฒนาต่อยอดในการทำงานเพื่อช่วยยกระดับการทำงานให้มีมาตรฐาน การพัฒนาบุคลากร และการพัฒนาคุณภาพการให้บริการ ที่รวดเร็วขึ้น เพื่อประโยชน์แก่ลูกค้าและบริษัทคู่ค้าต่าง ๆ ของบริษัทฯ

ภายใต้การดำเนินงานของคณะกรรมการบริษัท ผู้บริหาร และพนักงานที่มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาองค์กร ร่วมกัน ได้มีมุ่งมั่นในการพัฒนาธุรกิจ และดำเนินการตามกลยุทธ์ของบริษัทฯ และรักษามาตรฐานอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาองค์กรด้านทรัพยากรมนุษย์ให้มีศักยภาพ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้มีกระบวนการบริการและการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ การส่งเสริมพนักงานให้มีการคิดค้นนวัตกรรมและมีส่วนร่วมในการกำหนดเป้าหมายและทิศทางขององค์กร เพื่อรองรับการการขยายและการเติบโตของบริษัทฯ และระบบเศรษฐกิจในอนาคต รวมถึงยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจตามแนวนโยบายการกำกับดูแลกิจการที่ดี มีการบริหารงานภายใต้หลักบรรษัทภิบาล โดยคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย และประกอบธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคม และร่วมกันต่อต้านธุรกิจคอรัปชั่นมาโดยตลอด โดยมีการทบทวนนโยบายการกำกับดูแลกิจการที่ดี เป็นประจำทุกปี 

ทั้งนี้ในนามของคณะกรรมการบริษัท ผู้บริหาร พนักงาน และบริษัทในเครือ ขอขอบคุณในความไว้วางใจและความเชื่อมั่นจากท่านผู้ถือหุ้น นักลงทุน สถาบันทางการเงิน พันธมิตรทางธุรกิจ ลูกค้า หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน และผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย ที่ได้ให้การสนับสนุนบริษัทฯ เป็นอย่างดีเสมอมา ขอขอบคุณผู้บริหารและพนักงานทุกท่าน ที่ได้ร่วมแรงร่วมใจช่วยดำเนินกิจการธุรกิจด้วยความมุ่งมั่น เคียงบ่าเคียงไหล่กันมาตลอด ส่งผลให้บริษัทฯ ประสบความสำเร็จมาอย่างต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้ บริษัทฯ บริษัทย่อย และบริษัทร่วม ขอให้ความมั่นใจว่าจะดำเนินธุรกิจภายใต้การกำกับดูแลกิจการที่ดี และบริหารงานในการให้บริการลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ด้วยบุคลากรที่มีความรู้ความชำนาญ และให้บริการลูกค้าด้วยความจริงใจ เพื่อบริษัทฯ จะพัฒนาเติบโตอย่างต่อเนื่องได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

 

บริษัท เอ็นซีแอล อินเตอร์เนชั่นแนล โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน)

56/9-10 ซอยตากสิน 12/1 ถนนสมเด็จพระเจ้าตากสิน แขวงบุคคโล เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร 10600 Phone : 02-473-7300 FAX : 02-473-7374